เทคนิคบริหารชั้นวางสินค้าแต่ละส่วน ให้ยอดขายพุ่งกระฉูด!

บริหารชั้นวางสินค้าเพิ่มยอดขาย

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ บนชั้นวาง อาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เพราะมีแบรนด์มากมายที่จะเป็นความท้าทายให้คุณ ว่าจะทำยังไงให้สินค้านั้น ๆ โดดเด่นแบบ Out Standing ออกมา 

แม้ว่าร้านค้าปลีกของคุณ จะมีขนาดพื้นที่เล็ก ๆ หรือไม่ได้มีแผนผังร้านค้าที่สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณจะทำได้ก็คือ 

“การบริหารชั้นวางสินค้าให้สร้างมูลค่า และทำกำไรได้มากขึ้น ณ จุดขาย”

แล้วจะทำยังไงล่ะ? ถึงจะจัดการส่วนต่าง ๆ บนชั้นวาง ให้สินค้าขายดี ทำกำไรได้

พร้อมกับสร้างความภักดีของผู้บริโภคให้เกิดขึ้นกับร้านค้าของคุณด้วย ตามมาอ่านบทความนี้กันเลยค่ะ! 

ทำไม..การบริหารชั้นวางสินค้าแต่ละส่วนจึงสำคัญ?

ชั้นวางสินค้า เป็นจุดที่ถูกกำหนด ให้เป็นบริเวณที่การตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นกับผู้บริโภค มันจึงกลายเป็นจุดสำคัญ ที่เจ้าของร้านค้าปลีกทุกคนจะต้องปรับปรุง และใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อให้สินค้าขายออกไปได้มากที่สุด 

“การบริหารชั้นวางสินค้าแต่ละส่วน จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มยอดขาย” 

เพราะมันสร้างผลกระทบ ในเรื่องของ

  • ความน่าสนใจ 
  • ความน่าซื้อ 
  • ความสะดวกในการหยิบ
  • ความเป็นระเบียบของสินค้า 

ถ้าคุณสามารถบริหารจัดการชั้นวางสินค้าในแต่ละจุดได้เป็นอย่างดี และปรับปรุงให้ทุกจุดมีประสิทธิภาพอยู่เสมอล่ะก็.. 

  • ลูกค้าของคุณ จะได้รับประสบการณ์ที่ดีในการช้อป 
  • ส่วนคุณเอง ก็จะสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ แถมสร้างยอดขายได้มากขึ้นอีก 

ถือว่าต่างฝ่าย ต่างก็ได้ประโยชน์แบบ Win-Win ทั้งคู่ จริงไหมคะ? 🙂 

แนวทางในการเลือกชั้นวางสินค้า

1. รูปทรงและการออกแบบ 

ในเรื่องนี้ ชั้นวางสินค้าที่ดีควรจะต้องมีรูปทรงและการออกแบบที่ได้มาตรฐาน มีสีสันที่สวยงาม เข้ากับธีมของร้าน หรือเข้ากับสินค้าที่คุณจะนำเสนอ 

ชั้นวางสินค้าสีเขียวอ่อน

รูปทรงการออกแบบชั้นวางที่สวยงาม

2. เพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่

ไม่ว่าพื้นที่ร้านค้าจะเล็กหรือกว้าง ชั้นวางสินค้าที่ดี จึงต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ ตามความเหมาะสมของพื้นที่ร้านค้านั้น ๆ 

และควรมีดีเทลเล็ก ๆ เพิ่มเพิ่มพื้นที่มากขึ้นในการโชว์สินค้า และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ด้วย เพราะในทุก ๆ พื้นที่ของชั้นวางสินค้านั้น มีการแข่งขันสูงระหว่างผลิตภัณฑ์ด้วยกันเอง 

หากมีชั้นวางที่มีดีเทลหรือลูกเล่นต่าง ๆ ที่ช่วยจัดการกับพื้นที่ในการนำเสนอสินค้าได้อย่างมีชั้นเชิง มันก็จะทำให้ร้านค้าของคุณมีจุดที่น่าสนใจ และสินค้าก็น่าซื้อด้วยเช่นกัน 

3. อายุการเก็บรักษา 

ทุกคนที่ลงทุนเปิดร้านส่วนใหญ่ ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการเลือกชั้นวางก็คือ 

ชั้นวางสินค้านั้น จะต้องมีความแข็งแรง ใช้วัสดุที่มีคุณภาพ และมีอายุการใช้งานอย่างยาวนาน แบบที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อหลายๆ รอบ เพื่อความคุ้มค่ากับการลงทุน 

ฉะนั้นคุณควรจะต้องเลือกชั้นวางสินค้าที่มีการออกแบบสวยงาม, วัสดุมีคุณภาพ, เพิ่มประสิทธิภาพของพื้นที่ได้ และ ใช้งานได้อย่างยาวนานค่ะ 

บริหารชั้นวางสินค้าแต่ละส่วนยังไง.. ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด? 

การจะจัดการทุกส่วนของชั้นวางสินค้า ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น สามารถทำได้ดังนี้ค่ะ 

1. แถบด้านหน้าของชั้นวางสินค้า (Shelf edge strips) 

บริเวณนี้ จะเป็นจุดที่ใช้สำหรับติดตั้งป้ายราคา และป้ายโฆษณาต่าง ๆ

ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากๆ เพราะมันคือจุดที่ใช้สื่อสารกับลูกค้า ให้พวกเขาเดินผ่านแล้วรู้สึกอยากหยุดอ่านที่ป้าย 

“เพิ่มจุดขายของส่วนนี้ 

ด้วยการทำให้พวกเขารู้สึกสะดุดตา 

จากนั้นก็เพิ่มเนื้อหาให้สะกดใจ”

ฉะนั้นจึงควรทำป้ายโฆษณาให้น่าสนใจ มีความดึงดูดสายตาสูง อาจจะใส่ข้อความเล็ก ๆ เพื่อให้ลูกค้าอ่านแล้วได้ประโยชน์ หรือได้ทราบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ 

หรือคุณอาจจะเพิ่มลูกเล่น เช่น ไฟ LED เข้าไปให้เป็นจุดนำสายตาก็ได้นะ ถ้าคุณทำได้ดี มันมีโอกาสที่จะโกยลูกค้า ให้เข้าไปตกอยู่ในห้วงร้านค้าปลีกของคุณแน่นอนค่ะ! 

ป้ายโฆษณา

ภาพตัวอย่าง Shelf edge strips

2. ถาดชั้นวางสินค้า (Shelf tray) 

ในระหว่างที่ผู้คนกำลังประเมินสินค้าว่าจะ ซื้อดีมั้ย? หรือไม่ซื้อดีน้าา?

พวกเขาจะถือสินค้านั้นไว้ในมือ และอ่านคุณสมบัติด้านหลังของบรรจุภัณฑ์ จากนั้นพวกเขาก็วางมันกลับไปไว้ที่เดิม เพราะอะไรล่ะ? 

เพราะเดี๋ยวนี้ นักช้อปทั้งหลายไม่ได้ซื้ออะไรง่ายๆ อย่างที่คิดนะคะ 

ส่วนใหญ่คนสมัยนี้ เป็นนักช้อปมือฉมัง.. ต้องดูรีวิวจากอนเทอร์เน็ต ดู feed back ของผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้น ๆ ก่อนที่จะเลือกซื้ออย่างถี่ถ้วน 

เพราะเหตุนี้ เมื่อพวกเขาต้องเลือกซื้อสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง มันจะต้องมีความละเอียดรอบคอบ เป๊ะปัง และแม่นยำ

การมีสินค้าที่หลากหลาย ให้ลูกค้าได้เลือกสรร จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ 

“ยิ่งผลิตภัณฑ์บนชั้นวางสินค้ามีเยอะมากเท่าไหร่ 

นักช้อปก็จะยิ่งเพลิดเพลินกับการเลือกซื้อมากขึ้นเท่านั้น”

ดังนั้น… บริเวณแผ่นชั้นวางสินค้า จึงต้องมีการออกแบบมาให้รองรับสินค้าจำนวนมาก ๆ ได้อย่างมั่นคงและแข็งแรง มีความพรีเมี่ยม ไม่ใช้วัสดุที่พังง่าย และต้องจัดสรรพื้นที่ของสินค้าเป็นอย่างดี 

ตู้แช่น้ำผลไม้

ภาพตัวอย่างภาดใส่สินค้า : Pic by @replicantman

3. อุปกรณ์แบ่งสินค้าบนชั้นวาง (Shelf divider system) 

อุปกรณ์แบ่งสินค้าบนชั้นวาง มันถูกพัฒนาเพื่อลดเวลาที่ใช้ในการจัดเรียงสินค้าบนชั้นวาง ให้เป็นมีความเรียบร้อยและเรียงกันอย่างระเบียบ

ช่วยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ให้โดดเด่นมากขึ้นไปอีก และยังสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ของสินค้าได้อย่างหลากหลาย 

เป็นอุปกรณ์เสริม ที่ติดตั้งได้ง่าย และยังช่วยให้ชั้นวางสินค้า มีดีเทลที่น่าสนใจมากขึ้นนั่นเองค่ะ 

อุปกรณ์แบ่งสินค้าบนชั้นวาง

ภาพตัวอย่าง Shelf divider system 

4. อุปกรณ์ดันสินค้าให้เติมเองแบบอัตโนมัติ (Auto-facing or self-levelling system)

หลาย ๆ คน คงเคยไปซื้อน้ำดื่มที่ร้านสะดวกซื้อใช่ไหมคะ 

ในตู้แช่มีขวดน้ำหลากหลายยี่ห้อตั้งเรียงรายกันอยู่ เวลาเราหยิบขวดน้ำออกมา ขวดต่อไปก็จะเข้ามาเติมพื้นที่ว่างเองโดยอัตโนมัติ 

การมีอุปกรณ์ดันสินค้าไว้ในตู้แช่ นอกจากจะเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภคแล้ว มันยังสามารถเพิ่มความสบายให้กับคนจัดเรียงสินค้าอีกด้วย เพราะมันให้คุณไม่ต้องไปจัดเรียงสินค้าเองอยู่บ่อย ๆ 

ทั้งลดเวลาและเพิ่มความเป็นระเบียบให้ทั้งชั้นวางสินค้าในร้านค้าของคุณได้เป็นอย่างดี 

อุปกรณ์ดันสินค้าให้เติมเองแบบอัตโนมัติ

ภาพตู้แช่ที่มีอุปกรณ์ดันสินค้า : Pic by carlson

5. อุปกรณ์ที่ใช้สื่อสารบนชั้นวาง (On-shelf communication solutions) 

อุปกรณ์เหล่านี้ มีเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น 

  • ตัวกั้นชั้นวาง 
  • โปสเตอร์ขายสินค้า
  • ป้ายโฆษณา 
  • แบนเนอร์ 
  • ที่ใส่โบรชัวร์ 
  • ที่ใส่คูปอง 
  • หน้าจอสกรีนดิจิตัล (digital screens)

วัสดุต่าง ๆ เหล่านี้ สามารถนำมาติดตั้งบนชั้นวางสินค้า เพื่อเป็นตัวสื่อสารให้ชั้นวางของคุณขายของออกได้ด้วยตัวเอง แบบครบวงจร

ลองเลือกมาผสมผสานกัน และปรับใช้ให้เหมาะสมกับร้านค้าของคุณดูนะคะ 

✔สรุป 

หาก ชั้นวางสินค้า ของคุณ เพิ่มดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้เข้าไป องค์ประกอบทุกอย่างในร้านค้าปลีกก็จะมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 

นอกจากที่มันก็ทำให้ร้านค้าดูดี ดูน่ามอง และมันยังสามารถทำให้ร้านดูเป็นระเบียบ  เพิ่มความน่าซื้อหา เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า 

ผลที่ตามมาคือ พวกเขามีความประทับใจ และกลับมาซื้อซ้ำในที่สุด ถ้าทำได้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ยังไง คำว่า “ยอดขายพุ่งกระฉูด” ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมจาก :  display

บทความเพิ่มเติม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *